Trick or Treat: ต้นกำเนิดดำมืดของธรรมเนียมฮาโลวีนที่คุณไม่เคยรู้

0

เผยแพร่เมื่อ

เทศกาลฮาโลวีนมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของฟักทอง ชุดแฟนซี และการขอขนม แต่เบื้องหลังความสนุกสนานนี้ซ่อนประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ฝังรากลึกในความกลัวและความเชื่อโบราณ หากปราศจากความเข้าใจ ผู้คนจะฉลองฮาโลวีนโดยไม่รู้ที่มาของธรรมเนียมเหล่านี้

คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าทำไมต้องแต่งตัวผี แกะสลักฟักทอง และที่สำคัญที่สุดคือทำไมเด็กๆ ต้องเอ่ยคำว่า Trick or Treat เพื่อแลกกับขนม เดิมที การให้ขนมเป็นเหมือนการต่อรองกับพลังงานลึกลับ หรือแม้แต่กับการก่อกวนของมนุษย์เอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของเทศกาลนี้

Samhain: รากเหง้าแห่งความกลัวและการขอ

Trick or Treat มีต้นกำเนิดจากเทศกาล Samhain (ซอว์-วิน) ของชาวเซลติกโบราณเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน ซึ่งเชื่อว่าเป็นวันที่โลกคนตายและคนเป็นมาบรรจบกัน ในคืน Samhain กำแพงระหว่างสองโลกจะบางลง วิญญาณผู้ตายและสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายจะกลับมาสร้างความวุ่นวายและก่อกวนผู้คนได้

เพื่อป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามเหล่านี้ ชาวเซลติกได้ปฏิบัติตามพิธีกรรมหลายอย่าง ซึ่งเป็นรากฐานของประเพณีฮาโลวีนที่เราเห็นในปัจจุบัน

  • ชาวเซลติกจุดกองไฟขนาดใหญ่เพื่อเผาพืชผลบูชาเทพเจ้าและขับไล่วิญญาณชั่วร้ายให้ออกไป
  • ผู้คนแต่งกายปลอมตัวด้วยหนังสัตว์หรือเศษผ้าเพื่อพรางตัวจากภูตผีและสิ่งชั่วร้ายที่อาจปรากฏกาย
  • มีการวางอาหารและเครื่องดื่มไว้นอกบ้านเพื่อปลอบประโลมวิญญาณและป้องกันความเสียหายต่อบ้านเรือนและครอบครัว

นี่คือจุดเริ่มต้นของการ ‘ให้’ และ ‘ขอ’ เพื่อแลกกับความปลอดภัย เป็นการทำเพื่อรักษาความสงบสุขของตนเองจากการรบกวนของวิญญาณร้ายและสิ่งเหนือธรรมชาติที่เชื่อว่ามาเยือนในคืนนั้น

จากศาสนาสู่การขอพร: All Hallow’s Eve และ Soul Cakes

เมื่อศาสนาคริสต์เผยแพร่เข้าสู่ยุโรป เทศกาล Samhain ก็ถูกรวมเข้ากับวันสำคัญทางศาสนา วันที่ 31 ตุลาคมจึงกลายเป็น All Hallows’ Eve หรือ Halloween ซึ่งเป็นการเตรียมตัวก่อนวัน All Saints’ Day (1 พฤศจิกายน) และ All Souls’ Day (2 พฤศจิกายน)

ในยุคกลาง ธรรมเนียมการขอทานได้พัฒนาไปอีกขั้น ผู้ยากไร้ หรือ ‘Soulers’ จะเดินขอ ‘Soul Cakes’ ซึ่งเป็นขนมปังหวานจากบ้านเรือนต่างๆ โดยมีข้อแลกเปลี่ยน พวกเขาจะอธิษฐานให้วิญญาณผู้ล่วงลับของเจ้าของบ้านได้ไปสู่สุขคติ เป็นการช่วยลดเวลาในยมโลก

นี่คือการเปลี่ยนจากการให้เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย มาเป็นการให้เพื่อการกุศลและช่วยเหลือวิญญาณในศาสนาคริสต์ อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ของการ ‘แลกเปลี่ยน’ ยังคงอยู่ ผู้ให้ได้บุญ ผู้ขอก็ได้สิ่งตอบแทน ทำให้เกิดความเชื่อมโยงทางสังคมและศาสนา

Trick or Treat: การขู่กรรโชกและกำเนิดในอเมริกา

ธรรมเนียมเหล่านี้ถูกนำเข้าสู่สหรัฐอเมริกาโดยผู้อพยพชาวไอริชและสกอตแลนด์ในศตวรรษที่ 19 ช่วงแรกฮาโลวีนยังคงเน้นการรวมญาติและการเล่นพิเรนทร์เล็กน้อย แต่ต้นศตวรรษที่ 20 การเล่นพิเรนทร์ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นการทำลายข้าวของสาธารณะและทรัพย์สินส่วนบุคคล สร้างความเสียหายอย่างมากต่อชุมชน

ในช่วงทศวรรษ 1930 ผู้ใหญ่ในชุมชนจึงคิดค้น ‘Trick or Treat’ เป็นวิธีจัดการกับพฤติกรรมสุดโต่งของวัยรุ่นที่นิยมสร้างความเสียหายในคืนฮาโลวีน คำว่า ‘Trick’ จึงหมายถึงการขู่ว่าจะก่อกวน สร้างความเสียหาย หรือเล่นตลก หากไม่ได้รับ ‘Treat’ หรือขนมเพื่อหลีกเลี่ยงการก่อกวนดังกล่าว

การให้ขนมจึงกลายเป็นการ ‘เจรจา’ และ ‘ลงทุน’ เพื่อความสงบสุขของชุมชน และเป็นการควบคุมความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ในคืนแห่งความวุ่นวาย ความร่วมมือนี้ช่วยลดปัญหาการทำลายข้าวของได้อย่างมีนัยสำคัญ

ฮาโลวีนยุคใหม่: ความกลัวที่ถูกกลืนกินด้วยธุรกิจ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 Trick or Treat ได้รับการฟื้นฟูโดยอุตสาหกรรมขนมหวานที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจอย่างชัดเจน พวกเขาทำการตลาดอย่างหนัก สร้างภาพลักษณ์ฮาโลวีนให้เป็นเทศกาลสนุกสนานและเป็นมิตร ทำให้ความรู้สึก ‘น่ากลัว’ และ ‘คุกคาม’ ของคำว่า ‘Trick’ หายไปเกือบหมด ผู้คนจึงมุ่งเน้นไปที่ ‘Treat’ เพียงอย่างเดียว

ปัจจุบัน Trick or Treat กลายเป็นกิจกรรมที่เน้นความสุขสนุกสนาน การแต่งกายแฟนซี และการเดินขอขนมอย่างปลอดภัยสำหรับเด็กๆ แต่รากเหง้าของมันยังคงอยู่ ทั้งความมืดมิดของ Samhain การขอพรของ Soulers และการคุกคามของวัยรุ่นซุกซนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลนี้ เพียงแต่ถูกปกปิดด้วยชั้นของน้ำตาลและชุดแฟนซีสดใส

ครั้งหน้าที่คุณเห็นเด็กๆ ตะโกนว่า Trick or Treat ลองมองให้ลึกกว่าแค่ขนมในถุง เพราะมันคือการสืบทอดประเพณีโบราณที่เต็มไปด้วยความกลัว การเจรจาต่อรอง และการปรับตัวของมนุษย์เพื่ออยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่รู้ คุณจะยังมองฮาโลวีนเป็นแค่เทศกาลไร้พิษภัยอยู่อีกไหม